วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

พระผู้สร้างบนยอดเขาพนมฉัตร วัดเขาล้อ อำเภอท่าตะโก  จังหวัดนครสวรรค์

ประวัติโดยย่อหลวงพ่อพันธ์ สุมโน


ประวัติหลวงพ่อพันธ์ ชาติภูมิ ท่านเกิดที่บ้านปาแนะ-บ้านห่อง หมู่ที่ 9 ตำบลตาโกน อ.อุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พศ.2467 [bfk= บิดาชื่อนายดี บุญยอด มารดา นางกลม บุญยอด นามเดิม พันธ์ บุญยอด ....การศึกษา สมัยนั้นในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียนโยมบิดาจึงไปฝากเป็นศิษย์ของ พระอธิการ บุญมา วัดสามขา ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ท่านเรียนอักษรไทย อักษรขอม ศึกษาปริยัติธรรม ทำวัตรสวดมนต์มาตลอดการบรรพชา ในปี พศ.2483 อายุได้ 16 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเป็นเวลา 4 ปี เมื่ออายุครบบวชในปี พศ.2487 ได้อุปสมบทต่อจากการเป็นสามเณร ที่วัดบ้านตาโกน โดยมีพระอธิการบุญมาเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "สุมโน" จำพรรษาที่วัดสามขาช่วงเวลาหนึ่ง แล้วย้ายไปจำพรรษาที่วัดม่วงสามสิบ อุบลราชธานีเป็นเวลา 5 ปี ท่านเป็นพระผู้ใฝ่หาความรู้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน อักขระขอมโบราณ ตำรายาโบราณ เวทย์มนต์คาถากำกับยา จนถึงพรรษาที่ 11 หลังออกพรรษาแล้วท่านได้เดินทางมาเยี่ยมญาติที่บ้านหนองสะเอ้ง ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก นครสวรรค์ ท่านได้พักอยู่กับญาติ ขณะนั้นเจ้าอาวาสวัดเขาล้อว่างลง บรรดาญาติโยมทราบข่าวจึงไปนิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัดเขาล้อ นับตั้งแต่พรรษาที่ 12 ตรงกับ พศ.2503 ขณะนั้นท่านอายุ 32 ปี และเป็นอุปัชฌาย์ในปี 2510 หลวงพ่อพันธ์เป็นพระปฏิบัติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แต่ใจดีมีเมตตา เป็นที่เคารพกราบไหว้ของคนท่าตะโก ไพศาลี นครสวรรค์ และท่านเป็นพระนักพัฒนา ให้ความสำคัญของการศึกษา สร้างโรงเรียนอุปถัมป์หลายโรงเรียนในนครสวรรค์ เพชรบูรณ์และศรีสระเกษ ท่านได้สร้างและบูรณะวัดหลายแห่งสำหรับวิชาอาคมนั้น ได้เคยเรียนถามหลวงพ่อแล้ว นอกจากได้ศึกษาถ่ายทอดจากหลวงพ่อบุญมาอุปัชฌาย์ท่านแล้ว ได้มาศึกษาเวทย์มนต์คาถากับพระสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ คือหลวงพ่อพรหมวัดช่องแค หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพ หลวงพ่อโอดวัดจันเสนเป็นต้น สำหรับหลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาคตาคลีนั้น ท่านไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สีครั้งละเป็นเดือนก็มี นอกจากนี้ท่านยังเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ เป็นต้นความเกี่ยวพันหลวงพ่อเดิมกับวัดเขาล้อในหนังสือกล่าวว่า เมื่อปี 2472 หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้เดินทางไปสร้างวัดหนองกลับ อำเภอหนองบัว เดินทางด้วยช้างพักที่บ้านเขาล้อ หลวงพ่อเดิมท่านได้สร้างอุโบสถวัดเขาล้อในปี 2472 และในปี 2474 วัดเขาล้อได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา......และในปี 2478 หลวงพ่อเดิมได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญวัดเขาล้อ เป็นศาลาคอนกรีตขนาดใหญ่เมื่อ พศ .2484 คณะทายกทายิกาวัดเขาล้อ ได้ขออนุญาตหลวงพ่อเดิมสร้างรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริง และได้นำรูปหล่อดังกล่าวบรรทุกเกวียนไปให้หลวงพ่อเดิมปลุกเสกที่วัดหนองโพ แล้วนำมาประดิษฐานที่วัดเขาล้อจวบจนปัจจุบัน
 เทพเจ้าผู้มีแต่ให้ พระผู้สร้าง 
หลวงพ่อพันธ์ สุมโน เจ้าอาวาสวัดเขาล้อ ผู้ก่อสร้างเจดีย์ และอาคารที่สวยงามบนยอดเขาพนมฉัตร

 ยามรุ่งเช้า ฟ้าสีทอง พระออกบิณฑบาตร

การปฏิบัติของวัดสระโบสถ์

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554


บรรยากาศ
 ปฏิบัติธรรมคณะผู้บริหาร

 สาธุขอให้รวยๆๆ


 นิสัยของลิงชั่ว

     ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้อกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์แห่งหนึ่ง ในแคว้นกาสี ในระหว่างทางมีบ่อน้ำลึกอยู่บ่อหนึ่ง สัตว์ลงกินน้ำไม่ได้ ผู้คนสัญจรไปมาต่างต้องการบุญ ใช้กระบอกตักน้ำเทใส่รางทิ้งไว้ให้สัตว์ได้ดื่มกิน ใกล้บ่อน้ำนั้นมีป่าใหญ่ล้อมรอบมีลิงฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในป่านั้น
     ต่อมาช่วงหนึ่ง ทางนั้นขาดคนสัญจรไปมาติดต่อกันถึง ๒-๓ วัน สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งฝูงลิงไม่ได้ดื่มน้ำ มีลิงตัวหนึ่งกระหายน้ำมากเดินวนเวียนรอบบ่อน้ำนั้นอยู่ วันนั้นพระโพธิสัตว์เดินทางผ่านไปทางนั้นพอดีจึงตักน้ำในบ่อเทใส่รางให้มันดื่มกิน เสร็จแล้วคิดจะเอนหลังนอนพักเหนื่อยใต้ต้นไม้สักงีบหนึ่งก่อนเดินทางต่อไป ส่วนลิงนั้นดื่มน้ำแล้วก็ไม่หนีไปไหนได้นั่งทำหน้าล่อกแล่กหลอกพระโพธิสัตว์อยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง
     พระโพธิสัตว์เห็นกริยาของมันแล้วจึงพูดตวาดว่า "อ้ายวายร้าย ลิงอัปรีย์ ข้าได้ให้เจ้าดื่มน้ำรอดตายแล้ว ยังจะมาทำหน้าล่อกแล่กหลอกข้าอีกน่าอนาถใจแท้ ข้าช่วยเหลือสัตว์ชั่ว ๆ ไม่มีประโยชน์เลย
     ลิงได้ฟังคำนั้นแล้วพูดตอบว่า "ท่านเข้าใจว่าจะมีเพียงแค่นี้หรือ เราจะถ่ายอุจจาระรดหัวท่านอีกด้วยนะ" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
     "ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นมาบ้างไหมว่า ลิงตัวไหนที่ชื่อว่าเป็นสัตว์มีศีล เราจะถ่ายอุจจาระรดหัวท่านเดี๋ยวนี้แล้วจึงจะไป นี่เป็นธรรมดาของพวกเรา"
     พระโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้นจึงเตรียมจะลุกขึ้น ทันใดนั้นเองลิงกระโดดจับกิ่งไม้แล้วถ่ายอุจจาระรดหัวพระโพธิสัตว์ แล้วร้องเจี๊ยก ๆ เข้าป่าไป พระโพธิสัตว์อาบน้ำชำระร่างกายแล้วจึงเดินกลับบ้านไปอย่างคนหัวเสีย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :                การคบและช่วยเหลือคนชั่วไม่มีประโยชน์เลย มีแต่จะสร้างความรำคาญและให้โทษ
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
                
วัวดำยอดกตัญญู
เรื่องจาก     : นิทานธรรม ฉบับพิเศษ     
โดย     : ธรรมสภา    
วันที่ online    : ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗    

    ที่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ในรัชกาลของพระเจ้าพรหมทัต มีวัวดำตัวหนึ่งถูกเจ้าของทอดทิ้ง
     ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นวัวดำ ส่วนพระอุบลวรรณาเถรีเกิดเป็นหญิงแก่ผู้รับเลี้ยงวัวดำ
     วัวดำนั้นมีสีดำปลอดมาตั้งแต่เกิด พอโตเป็นวัวหนุ่มเจ้าของกลัวว่าจะไม่เป็นมงคล จึงจูงไปมองให้หญิงแก่คนหนึ่งช่วยเลี้นงดู นางเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เพราะเหตุที่นางรักวัวดำนั้นมากนั่นเอง คนเลยเรียกวัวดำนั้นว่า "อัยยิกากาฬก" แปลว่า "เจ้าดำของคุณยาย"
     วัวดำนั้นยิ่งโต ยิ่งมีสีดำเข้ม ออกไปหากินกับวัวของชาวบ้านอยู่ทุกวัน และได้ยกย่องจากพวกวัวด้วยกันให้เป็นจ่าฝูงนำพวกตนออกหากิน
     "อย่าแตกฝูงไปไกลนะพวกเรา เดี๋ยวจะเป็นอันตราย" วัวดำจะบอกเพื่อนวัวด้วยกันเสมอๆ ก่อนออกหากิน "ในป่าทึบนั้นมักมีสัตว์ป่าดุร้ายอย่างเสือและราชสีห์อาศัยอยู่ สัตว์พวกนี้จะคอยกินพวกเราเป็นอาหารขอให้ระวังตัวไว้ด้วย "
นอกจากมีความรักต่อบรรดาเพื่อนวัวด้วยกันแล้ว วัวดำยังมีความรักต่อบรรดาเด็กเล็กๆ ลูกชาวบ้านด้วย พวกเด็กเองก็รักวัวดำด้วยเช่นกัน เวลาที่วัวดำมาเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน พวกเด็กก็จะพากันมารุมล้อมและเล่นกับวัวดำ บ้างก็จับเขาโหน บ้างก็จับหูดึง บ้างก็จับคอโหน บ้างก็จับหางดึง บ้างก็ขึ้นขี่หลัง วัวดำเองก็จะเล่น กับเด็กพวกนั้นอย่างสนุกสนานเหมือนกับว่าเป็นคนหรือวัวด้วยกัน
     วัวดำเป็นวัวยอดกตัญญู ยายที่เลี้ยงดูเขาเป็นคนยากจน เขาเห็นยายเป็นอยู่อย่างลำบากแล้วให้รู้สึกสงสาร และยิ่งเห็นยายรักเขาจริง เลี้ยงดูเป็นอย่างดีก็ยิ่งคิดถึงพระคุณของยายมากยิ่งขึ้น และคิดหาทางตอบแทนอยู่ตลอดเวลา
"แม่ของเรายากจน แต่ก็สู้อุส่าห์เลี้ยงเรามาเหมือนลูก เราควรจะรับจ้างหารายได้มาช่วยเหลือแม่ให้พ้นจากความยกจนให้ได้"
ตั้งแต่นั้นมา วัวดำออกหากินหรือเดินผ่านไปทางไหนก็จะคอยดูงานจ้างไปด้วย ซึ่งก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถึงได้มาก็มีรายได้เพียงนิดหน่อยยังไม่พอถึงขั้นที่จะช่วยให้หญิงแก่พ้นจากความยากจนไปได้
 วัวดำยังหางานจ้างไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็ได้งานใหญ่ ค่าจ้างแพง เพราะเกวียน ๕๐๐ เล่ม บรรทุกสินค้าเต็มมาติดหล่มอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้าน หัวหน้ากองเกวียนซึ่งเป็นชายหนุ่มลูกชายเจ้าของกองเกวียน สั่งการให้บริวารพยายามหาทางเอาเกวียนขึ้นจากหล่มให้ได้
     "เอ้า...พวกเรา ช่วยกันหน่อย" เขาสั่งการอย่างแข็งขัน
     "ช่วยแล้วเจ้านาย แต่ว่าวัวของเราแรงไม่พอที่จะลากเกวียนขึ้นมาได้" บริวารร้องบอก "หล่มมันลึกมาก อีกทั้งเกวียนก็หนักมีสินค้าอยู่เต็ม"
     "แล้วจะทำอย่างไรกันดี" หัวหน้ากองเกวียนถามอย่างท้อแท้
     "ถ่ายสินค้าลงก่อน" บริวารคนหนึ่งเสนอ
     "เป็นความคิดที่ดี" หัวหน้ากองเกวียนพยักหน้ารับ "แต่ว่ามันจะช้ากันใหญ่ เอาไว้เป็นวิธีสุดท้ายก็แล้วกัน ลองหาวิธีอื่นดูก่อน"
     พวกบริวารต่างช่วยกันคิดหาวิธีลากเกวียนขึ้นจากหล่มด้วยวิธีต่างๆ นับตั้งแต่ตัดกิ่งไม้ใส่ลงไปในหล่มและเปลี่ยนวัวลากเกวียน ผลก็คือ เกวียนยังติดหล่มลึกอยู่เหมือนเดิม ตะวันเริ่มร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ทุกคนเริ่มท้อแท้
     ขณะนั้นเอง วัวดำกับบรรดาเพื่อนวัวเริ่มออกหากิน หัวหน้ากองเกวียนเห็นวัวดำแล้วเกิดความหวังขึ้นมาทันที
     "วัวตัวนี้ร่างกายใหญ่โต ดูท่าจะแข็งแรงพอที่จะลากเกวียนขึ้นมาจากหล่มได้" เขาคิดพร้อมกับร้องถามเด็กเลี้ยงวัว
     "เฮ้ย...ไอ้หนู วัวตัวนี้ของใครวะ"
     "ของยายในหมู่บ้าน" พวกเด็กตอบ "ถามทำไมล่ะ น้า"
     "เกวียนข้าทั้งหมดนี้ติดหล่ม" หัวหน้ากองเกวียนตอบ
     "อยากได้วัวแรงดีมาช่วยลาก ข้าเห็นวัวตัวนี้แข็งแรงดีเลยถามหาเจ้าของ เพื่อว่าจะจ้างมาช่วยลาก"
     "เอาเลยนาย เอามันไปใช้ได้ ตอนนี้มันไม่มีเจ้าของหรอก" พวกเด็กร้องบอกหัวหน้ากองเกวียนด้วยความหวังดี
     ฝ่ายวัวดำได้ยินเรื่องที่หัวหน้ากองเกวียนกับพวกเด็กเลี้ยงวัวพูดกันตลอด และรู้สึกดีใจที่ได้ยินหัวหน้ากองเกวียนบอกว่าจ้าง
     "แม่จ๋า..." เขาคิด "คราวนี้แม่คงไม่จนต่อไปอีกแล้ว ลูกจะได้ลากเกวียนตั้งห้าร้อยเล่ม ค่าจ้างครั้งนี้คงจะงามทีเดียว"
หัวหน้ากองเกวียน ครั้นได้ยินพวกเด็กร้องบอกเช่นนั้นก็ดีใจ รีบเดินเอาเชือกมาสนตะพายวัวดำ แล้วจูงด้วยหมายจะให้มาลากเกวียน แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะวัวดำไม่ยอมขยับเท้าก้าวเลยแม้แต่น้อย
     "ถ้าไม่ได้ตกลงเรื่องค่าจ้าง เราก็ไม่ไป" วัวดำยืนคิดนิ่งอยู่ในใจ
     หัวหน้ากองเกวียนทราบความต้องการของวัวดำเป็นอย่างดีจึงเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า
     "เจ้าวัวดำ ขอให้เจ้าช่วยข้าหน่อยเถอะ ช่วยลากเกวียน ๕๐๐ เล่มขึ้นจากหล่ม แล้วข้าจะให้ค่าจ้างเล่มละสองกหาปณะ รวมทั้งหมดก็หนึ่งพันกหาปณะ"
วัวดำพอใจมากต่อราคาที่หัวหน้ากองเกวียนเสนอ ดังนั้น เขาจึงตอบตกลงและเดินไปที่เกวียนเล่มแรกทันที พวกบริวารของนายเกวียนก็จับเทียมเกวียนเล่มแรก จากนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของวัวดำลาก แล้วชั่วอึดใจเดียว วัวดำก็ลากเกวียนเล่มแรกนั้น ขึ้นมาจากหล่มได้สำเร็จ หัวหน้ากองเกวียนและบริวารต่างดีใจมาก
     วัวดำลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้ตามลำดับ แม้จะเหน็ดเหนื่อยบ้างแต่ก็ไม่อ่อนล้า เพราะมีความหวังอยู่ที่ค่าจ้าง ๑,๐๐๐ กหาปณะ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยให้แม่พ้นจากความยากจนได้ วัวดำลากเกวียนไปเรื่อยๆ ท่ามกลางพ่อค้าเกวียนที่มองดูด้วยความชื่นชม จนกระทั่งสามารถลากได้หมดทั้ง ๕๐๐ เล่ม
     หัวหน้ากองเกวียนรีบนับเงินแล้วห่อเป็นมัดไปคล้องคอวัวดำ แต่แทนที่วัวดำจะออกเดินทางไปบ้านหรือออกหากินต่อ เขากลับไปยืนขวางหน้ากองเกวียนของหัวหน้ากองเกวียนไว้ ทำให้ไม่สามารถออกเดินทางได้ เหตุที่วัวดำไปยืนขวางทางเช่นนั้นก็เพราะรู้ว่าหัวหน้ากองเกวียนให้ค่าจ้างไม่ครบตามที่ตกลงไว้ตอนแรก คือ ตกลงไว้ ๑,๐๐๐ กหาปณะ แต่ให้จริงเพียงแค่ ๕๐๐ กหาปณะ ฝ่ายหัวหน้ากองเกวียนก็เข้าใจได้ดีถึงกิริยาอาการของวัวดำ จึงยอมให้เพิ่มอีก ๕๐๐ กหาปณะ รวมเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะ
     ครั้นได้ค่าจ้างครบแล้ว วัวดำก็หลีกทางให้เกวียนของนายกองเกวียนไปได้ แล้วตนเองก็รีบนำห่อกหาปณะ (ห่อเงิน) กลับมาให้หญิงแก่ผู้เป็นเสมือนแม่ของตนที่กระท่อมในหมู่บ้าน หญิงแก่ดีใจมากที่ได้เห็นเงินจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารวัวดำที่มาทำงานหนักเพื่อตน
     "ยาย....เจ้าดำมันเก่งมาก มันรับจ้างลากเกวียนขึ้นจากหล่มตั้ง ๕๐๐ เล่มเกวียน พอได้ค่าจ้างมันก็รีบนำมาให้ยายเลย มันดีนะเจ้านี่"
     หญิงแก่น้ำตาไหลพรากทันทีที่ได้ยินพวกเด็กเล่าเรื่องราวของวัวดำให้ฟัง นางเดินไปลูบหัวนายดำซึ่งบัดนี้นอนอยู่ใกล้ๆ เพราะความอ่อนเพลีย นางจึงเอาน้ำอุ่นมาลูบตัวและทาน้ำมันให้บรรเทาความปวดเมื่อย จากนั้นก็หาน้ำ หญ้าที่มีรสอร่อยมาให้วัวดำกิน
     ววัวดำกับหญิงแก่อยู่ด้วยกันจนถึงวันตายอย่างมีความสุข เพราะเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะที่วัวดำหามาให้นั้นมากพอที่จะเลี้ยงดูกันไปได้ตลอดชีวิต
     นิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความกตัญญูเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้คนเข้มแข็งและอดทน เหมือนวัวดำมีความกตัญญูต่อหญิงแก่แล้วยอมทำงานหนักเพื่อตอบแทนพระคุณของนางฉะนั้น

 
















               


เรากำลังทำอะไรอยู่

สภาพทั่วไปของเรา